วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่10

บันทึกการเรียนครั้งที่10
วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2560

ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากสอบกลางภาค
วิชา EAED3214 การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

บันทึกการเรียนครั้งที่9

บันทึกการเรียนครั้งที่9
วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2560

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
  (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
•  มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
•  แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
•  มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
•  เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินาน ๆ ไม่ได้
•  เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
•  ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
•  ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
•  ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
•  ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
    • ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
    • ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
    • กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
    • เอะอะและหยาบคาย
    • หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
    • ใช้สารเสพติด
    • หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ


ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
    • จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
    • ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
    • งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

สมาธิสั้น (Attention Deficit)
    • มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
    • พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
    • มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
    • หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
    • เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
    • ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
    • ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
    • การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
    • การปฏิเสธที่จะรับประทาน
    • รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
    • โรคอ้วน (Obesity)
    • ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
    • ขาดเหตุผลในการคิด
    • อาการหลงผิด (Delusion)
    • อาการประสาทหลอน (Hallucination)
    • พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง
สาเหตุ
    • ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
    • ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
    • ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
    • รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
    • มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
    • มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
    • แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
    • มีความหวาดกลัว

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
    • เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
    • เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
   • Inattentiveness
   • Hyperactivity
   • Impulsiveness 

Inattentiveness (สมาธิสั้น)
   • ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
   • ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
   • มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
   • เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
   • เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด

Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
   • ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
   • เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
   • เหลียวซ้ายแลขวา
   • ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
   • อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
   • นั่งไม่ติดที่
   • ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง

Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
   • ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
   • ขาดความยับยั้งชั่งใจ
   • ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
   • ไม่อยู่ในกติกา
   • ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
   • พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
   • ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน
สาเหตุ
   • ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง
เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
  • ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontalcortex)
  • พันธุกรรม
  • สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
  • สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลย
จนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุม
เรื่องสมาธิของเด็ก
อยู่ไม่สุข (Hyperactivity )
ต่างกัน
สมาธิสั้น (Attention Deficit )

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
    • อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
    • ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
    • ดูดนิ้ว กัดเล็บ
    • หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
    • เรียกร้องความสนใจ
    • อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
    • ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
    • ฝันกลางวัน
    • พูดเพ้อเจ้อ

เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps) 

• เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
• เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
• เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
• เด็กที่หูหนวกและตาบอด


  ความรู้ที่ได้รับ : การทราบถึงความหมาย อาการและเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแก่ที่มีความต้องการ
พิเศษ
  การนำไปใช้ :นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ เราจะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้
เทคนิคการสอน
- เทคการใช้สื่อในการสอน
- เทคนิคการอธิบาย
- เทคนิคการใช้ตัวอย่าง

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง
ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ สามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

บันทึกการเรียนครั้งที่8

บันทึกการเรียนครั้งที่8
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค


บันทึกการเรียนครั้งที่7

บันทึกการเรียนครั้งที่7
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
ศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนเกษมพิทยา
           โรงเรียนเกษมพิทยา เปิดสอนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล - มัธยมศึกษา) นายเกษม สุวรรณดี เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนเกษมพิทยา โดยมีอุดมการณ์ที่ จะจัดการศึกษาให้กับเยาวชนของชาติให้มีความเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรมและมีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ทั้งนี้เพื่อสร้างความพร้อมให้กับนักเรียนที่จะเป็น เยาวชนที่ดีของครอบครัวสังคมและประเทศชาติในอนาคตต่อไป

            โรงเรียนได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2504 พร้อมทั้ง ดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนหลังแรก จำนวน 5 ห้องเรียนและเปิดทำการสอน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ได้เปิดระดับอาชีวศึกษา คือ โรงเรียนเกษมโปลีเทคนิค และระดับอุดมศึกษา คือมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในปี พ.ศ. 2530 สำหรับแผนกอนุบาลเริ่มเปิดรับนักเรียนในปี พ.ศ. 2533 จึงนับได้ว่าเป็นสถานศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา
กิจกรรมหน้าเสาธง มีการเต้นออกกำลังกายในตอนเช้า

เริ่มอบรมและรู้ประวัติของโรงเรียนเกษมพิทยา
ในห้องเรียน อนุบาลปีที่ 1/1 
วันนี้เด็ก ๆ กำลังปิดโปรเจ็ค หน่วยเค้ก 

การสังเกตพฤติกรรมของเด็กพิเศษ
  1.  ชื่อ น้องชิชิ
    อายุ 4 ปี
    ประเภท โรคออทิสติก
    ด้านที่น้องเด่น คือ น้องยิ้มเก่ง ตัวเล็กแต่แข็งแรง หน้าตาน่ารัก
พฤติกรรมก่อนหน้านี้
  1. เหม่อลอย
  2. อยู่ไม่นิ่ง
  3. ช่วยเหลือตนเองได้
  4. อารมณ์ไม่คงที่ อยู่ๆก็ร้องไห้ หัวเราะบ้าง
  5. พูดยังไม่ได้ สามารถสื่อสารได้บ้าง แต่ไม่เป็นคำ
  6. มีการตอบสนองเวลาครูคุยหรือเล่นด้วย จะส่งยิ้มให้และหัวเราะให้
  7. ทำพฤติกรรมซ้ำๆ 
  8. ไม่สามารถอยู่นิ่งได้เป็นเวลานาน ไม่เข้าใจคำสั่ง
  9. ครูต้องคอยนั่งอยู่ข้างๆ
พฤติกรรมตอนที่สังเกต
  1. ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถบอกความต้องการของตนเองได้
  2. น้องจะชอบมองพัดลม
  3. น้องยิ้มเก่ง
  4. อยู่ไม่นิ่ง
  5. เหม่อลอย
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริม
  1. การเข้าสังคมกับเพื่อนๆ 
  2. พัฒนาการน้องอาจจะช้า ครูจึงต้องคอยกระตุ้น ดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด
2. ชื่อ น้องภูริ
    อายุ 7 ปี
    ด้านที่น้องเด่น คือ น้องจำชื่อเพื่อนได้ 
พฤติกรรมก่อนหน้านี้
  1. กินไม่รู้จักอิ่มหรือกินจุ
  2. พัฒนาการช้า ครูจึงต้องคอยกระตุ้น ดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด
  3. พูดได้ปกติ แต่ไม่ขี้เกียจพูด (ต้องมีของกินมาจูงใจ)
  4. เก็บของเข้าที่
  5. พฤติกรรมตอนที่สังเกต
  6. กัดฟัน (อยากจะพูด)
  7. จะนั่งนิ่งๆ เวลาลุกเดินจะเดินไม่ค่อยไหว
  8. จะแสดงอาการตามความรู้สึก
  9. จะหยุดนิ่งกับสิ่งที่สนใจ
  10. น้องขว้างบล็อค
  11. เรียกชื่อเพื่อนได้
  12. กอดเพื่อน
  13. เก็บบล็อคใส่ตระกร้า
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริม
  • การเข้าสังคมกับเพื่อนๆ 
บรรยากาศการทำกิจกรรม






ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง
ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ สามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

บันทึกการเรียนครั้งที่6



บันทึกการเรียนครั้งที่6
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ติดประชุม

บันทึกการเรียนครั้งที่5

บันทึกการเรียนครั้งที่5
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  (Children with Learning Disabilities
         เรียกย่อๆ ว่า L.D. (Learning Disabilities)
  • เด็กที่มีปัญหาทาการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
  • ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กมีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
     สาเหตุของ L.D.
  1. ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)         
  2. กรรมพันธุ์
     1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
  • อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
  • อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย
  • ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
                  ตัวอย่าง
     หาว          --->          หาม/หา
     ง่วง          --->          ม่วม/ม่ง/ง่ง
     เลย          --->           เล
     อาหาร      --->          อาหา
     เก้าอี้        --->           อี้
     อรัญ          --->         อะรัย

  ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการอ่าน
  1. อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
  2. อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
  3.  เดาคำเวลาอ่าน
  4. อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
  5. อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
  6. ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
  7. ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
  8. เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้
     2.ด้านการเขียน (Writing Disorder)
  • เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
  • เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
  • เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ
    ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการเขียน
  1. ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ
  2. เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
  3. เขียนพยัญชนะหรือตัวเลยสลับกัน เช่น  ม-น,ภ-ถ,ด-ค,พ-ผ,b-d,p-q,6-9 
  4. เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆ ได้
  5. เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
  6. เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
  7. จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก *เขียนกดแรง มีลอยลบบ่อยเวลาเขียน
  8. สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
  9. เขียนหนังสือช้า เพราะ กลัวสะกดผิด
  10. เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากีน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
  11. ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง
 L.D. ด้านการเขียน
                  ตัวอย่าง
     ปาลแผล   --->       บาดแผล
     รัมระบาล    --->      รัฐบาล
     ผีเสื้อมดุร   --->      ผีเสื้อสมุทร
     ไกรรง     --->         กรรไกร
     เกสรกะ     --->      เกษตรกร
     ดักทุก     --->       บรรทุก

     3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematics Disorder) 
  • ตัวเลขผิดลำดับ
  • ไม่เข้าในเรื่องราวการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
  • ไม่เข้าใจหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
  • แก้โจทย์ปัญาเลขไม่ได้   ***เด็กผู้หญิงเป็นเยอะกว่าเด็กผู้ชาย
     ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการคำนวณ
  1. ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสือ ร้อย พัน หมื่น เป็นเท่าใด
  2. นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
  3. คำนวณบวก ลบ คูณ หาร โดยการนับนิ้ว
  4. จำสูตรคูณไม่ได้
  5. เขียนเลขกลับกันเช่น 13 เป็น 31
  6. ทดไม่เป็นยืมไม่เป็น
  7. ตีโจทย์เลขไม่ออก
  8. คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
  9. ไม่เข้าในเรื่องเวลา
     4.หลาย ๆ ด้านร่วมกัน เขียน/อ่าน/คำนวณ
    อาการที่มักเกิดร่วมกันกับ L.D.
  1. แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก
  2. มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
  3. เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
  4. งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
  5. การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี 
  6. สมาธิไม่ได้ (เด็ก L.D. ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
  7. เขียนตามแบบไม่ค่อยได้
  8. ทำงานช้า
  9. การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี
  10. ฟังคำสั่งสับสน
  11. คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
  12. ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน
  13. ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี
  14. ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา
  15. ทำงานสับสนไม่เป็นข้ันตอน
7.ออทิสติก (Autistic)
ออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิซึ่ม (Autism)
  1. เด็กที่ไม่สามารถมีปฏสัมพันธ์กับผู้อื่น
  2. ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
  3. ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
  4. เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
  5. ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต  "ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"
    วัด 4 ทักษะนี้
  • ทักษะภาษา
  • ทักษะทางสังคม
  • ทักษะการเคลื่อนไหว
  • ทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่   
    ลักษณะของเด็กออทิสติก
  1. อยู่ในโลกของตนเอง *คิดอะไรในหัวเยอะ
  2. ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
  3. ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
  4. ไม่ยอมพูด
  5. เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ
  • ดูหน้าแม่                --->            ไม่มองตา
  • หันไปตามเสียง     --->               เหมือนหูหนวก
  • เรียนรู้คำพูดเพิ่มเติม    --->                เคยพูดได้ต่อมาหยุดพูด 
  • ร้องเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้าใกล้  --->    ไม่สนใจคนรอบข้าง
  • จำหน้าแม่ได้         --->                    บางคนก็จำคนไม่ได้
  • เปลี่ยนของเล่น       --->                   นั่งเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • เคลื่อนไหวอย่างมีจุดมุ่งหมาย   --->     มีพฤติกรรมแปลกๆ
  • สำรวจและเล่นตุ๊กตา       --->             ดมหรือเลียตุ๊กตา
  • ชอบความสุขและกลัวความเจ็บ   --->   ไม่รู้สึกเจ็บปวด ชอบทำร้ายตัวเอง และคนรอบข้าง

เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติกองค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา
  ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม อย่างน้อย 2 ข้อ
  1. ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
  2. ไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  3. ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่น
  4. ขาดทักษะการสื่อสารทางสังและทางอารมณ์กับผู้อื่น
     ความผิดปกติด้านการสื่อสาร อย่างน้อย 1 ข้อ
  1. มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  2. ในรายที่สามารถพูดได้แต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  3. พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
  4. ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
     มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ 
  1. มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  2. มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  3. มีการเคลื่อนไวร่างกายซ้ำๆ
  4. สนในเพียงบางส่วนของวัตถุ
 พฤติกรรมทำซ้ำ
 พบความผิดปกติ อย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ) 
  1. นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
  2. นั่งโยกหน้าโยกหลังเป็นเวลานาน
  3. วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น
  4. ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  1. การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  2. การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  3. ไม่สามารถวินิจฉัยให้เข้าข่ายโรคใดๆได้
                  ออทิสติกเทียม

     • ปล่อยให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ
     • ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด
     • ดูการ์ตูนในทีวี







Autistic Savant ออทิสติกอัจฉริยะ
  • กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (Visual Thinker) จะใช้การคิดแบบอุปนัย (Bottom up Thinking)
  • กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (Music,Math and Memory Thinker) จะใช้การคิดแบบนิรนัย (Top down Thinking)

ความรู้ที่ได้รับ : การทราบถึงความหมาย อาการและเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแก่ที่มีความต้องการพิเศษ

การนำไปใช้
  1.  นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ เราจะต้องจัดการเรียนการ
  2.  สอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วย
  3.  เหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้
เทคนิคการสอน
  1. เทคการใช้สื่อในการสอน
  2. เทคนิคการอธิบาย
  3. เทคนิคการใช้ตัวอย่าง

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง
ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ สามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น


วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่4


บันทึกการเรียนครั้งที่4
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ไปดูงานที่ต่างจังหวัด